July 16
ความทรงจำเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนบางคน > โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดีๆ ที่ใช้กับคนรัก > ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน > ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดีบ > > หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที > เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป > โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก > หากจะต้องตัดใจลืมหรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก > เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา > หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที > เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป > โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก > หากจะต้องตัดใจลืมหรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก > เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา > > บางคนคบกันมานานจนแทบจำไม่ได้ว่า > เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ > เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์ > จนนึกภาพความสุขไม่ออกแต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะยังคิดถึงวันเก่าๆ > แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน > โดยไม่คิดเลยว่า ทุกๆวันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆไป > ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย > และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้นๆ > > จริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต > ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย > นอกจากมีไว้ให้ นึ ก ถึ ง > อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้ > เราจะไปหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับา > หรือจะไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบัน > หรือหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม > จะยังไงก็แล้วแต่คือการหลอกตัวเองทั้งนั้น > ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว > ความทรงจำเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น > เวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี > ก้อไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า.. > > หนึ่งวันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่ > ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่ > เมื่อคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน > เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองได้อยู่ในอนาคตที่ดี > เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น > ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น > 1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิต > ใ ห้ ดี ก ว่ า ที่ เ ป็ น > " หากจะเสียดายเวลาน่ะ ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก > ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า > ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วจะดีกว่า > แล้วยังจะมาเสียดายอดีต.. > นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคต ดีกว่าไหม "
July 09
เด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้า แสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับ เขาว่า ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไป กับรั้วที่หลังบ้าน” วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้ว หลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่าน ไป ก็ลดจํานวนลง น้อยลง น้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของ ตนเองให้ สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของ เขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่ เคยเป็นมา พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้า ต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตน เองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง” วันแล้ววัน เล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 .... จาก 2 เป็น 3 จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่ง ไปบอกกับพ่อเขาว่า “ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!” พ่อไม่ ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า “ ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เจ้าเห็นหรือ ไม่ว่า รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำ ไว้นะลูก เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิด เป็นรอยแผล เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้ใช้คำพูด ว่า “ขอโทษ” สักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้น กับเขาคนนั้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้น “กับเพื่อน” .. เปรียบ เสมือน อัญมณีอันมีค่าที่หายาก เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม เป็นคนที่คอยให้ กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยาม เศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และจริงใจกับเราเสมอ ... แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไป ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการ กระทำ และจงจดจำไว้เสมอว่า " คำขอโทษ " ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือ ไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือ รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมัน ได้ ...... ตลอดไป”